พนักงานประจำหรือพนักงานสัญญาจ้าง ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

สำหรับการตัดสินใจว่าเลือกรูปแบบไหนดีในการเริ่มต้นทำงาน ไม่เพียงแค่จะเริ่มต้นอาชีพอะไรเท่านั้นแต่ยังหมายถึงรูปแบบขององค์กรด้วย เชื่อว่าในยุคนี้หลาย ๆ คนน่าจะลังเลอยู่ว่าควรเลือกงานประจำที่ให้ความมั่นคงมีรายได้สม่ำเสมอพร้อมสวัสดิการครบถ้วน หรือเลือก งานสัญญาจ้างที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่พัฒนาทักษะเฉพาะด้านและมีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนสายงานมากกว่าดี
ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเลือกงานแบบไหนดีแต่ควรมองย้อนกลับมาว่างานแบบไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด ทั้งในแง่ของเป้าหมายชีวิต แผนการเงิน ความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิต เพราะเมื่อเลือกรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตัวเองก็จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีความสุข เติบโตได้อย่างมั่นคง และวางแผนอาชีพในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งบทความนี้จะบอกถึงข้อดี ข้อจำกัด รวมไปถึงความแตกต่างของรูปแบบการทำงานให้เห็นชัดมากขึ้น โดยจะมีอะไรบ้างนั้นอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไปได้เลย
งานประจำ ให้ความมั่นคง แต่ยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อยู่ไหม
เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้สึกว่างานประจำอาจยังไม่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ แต่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่างานประจำยังคงตอบโจทย์สำหรับคนต้องการรายได้ที่มั่นคง มองหาการวางแผนทางการเงินระยะยาวไปจนถึงใครที่อยากเติบโตในองค์กร โดยงานประเภทนี้ยังลดความเสี่ยงด้านการเงินได้มากกว่างานรูปแบบอื่น นอกจากนี้การทำงานกับทีมเดิมต่อเนื่องยังช่วยให้เข้าใจระบบ พัฒนาทักษะเชิงลึก และสร้างผลงานระยะยาวได้ง่ายขึ้น แต่ต้องยอมรับเลยว่าความมั่นคงเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความเร็วในการเติบโต และสมดุลชีวิต หากองค์กรมีโครงสร้างตายตัวการทำงานซ้ำเดิมหรือวัดผลจากเวลาเข้าออกมากกว่าผลงานก็อาจทำให้รู้สึกว่ารูปแบบนี้ไม่ทันกับความต้องการ สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่แค่ตำแหน่งถาวรแต่ต้องดูวัฒนธรรมองค์กร โอกาสเรียนรู้ รูปแบบการทำงาน และเส้นทางเลื่อนตำแหน่งร่วมด้วย
งานสัญญาจ้าง รายได้แรงกว่าแต่แลกกับอะไรบ้างที่ต้องรู้
แน่นอนว่างานสัญญาจ้างมักเสนอค่าตอบแทนสูงกว่าตำแหน่งประจำ เพราะนายจ้างจ่ายตามระยะเวลา โครงการ หรือทักษะเฉพาะที่ต้องการแบบเร่งด่วน แต่รายได้ที่ดูน่าสนใจอาจมาพร้อมเงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องรู้ประกอบการตัดสินใจเลยก็คือ
ความมั่นคงของงาน เป็นเรื่องแรกที่ต้องแลก เพราะเมื่อสัญญาสิ้นสุดบริษัทอาจไม่ต่อสัญญาแม้ผลงานจะดีก็ตาม ผู้ทำงานจึงต้องเตรียมเงินสำรองและวางแผนหางานล่วงหน้าอยู่เสมอ
สวัสดิการ อาจน้อยกว่าพนักงานประจำ เช่น โบนัส กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสุขภาพ วันลาพิเศษหรือสิทธิปรับเงินเดือนประจำปี บางแห่งมีให้เฉพาะบางส่วนจึงควรเปรียบเทียบค่าตอบแทนรวมไม่ใช่มองเฉพาะเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
ความก้าวหน้าในองค์กร อาจมีข้อจำกัดเพราะบางบริษัทไม่ได้วางเส้นทางเลื่อนตำแหน่งให้พนักงานสัญญาจ้างอย่างชัดเจน แม้จะได้ทำงานสำคัญ แต่โอกาสขึ้นเป็นหัวหน้าหรือย้ายเข้าสายบริหารอาจน้อยกว่า
ภาระด้านการวางแผนชีวิตก็สูงขึ้น เพราะรายได้ในอนาคตไม่แน่นอนการขอสินเชื่อ วางแผนซื้อบ้านหรือรับภาระผ่อนระยะยาวอาจต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น ดังนั้นงานรูปแบบนี้เหมาะกับคนที่มีทักษะเป็นที่ต้องการ รับความเสี่ยงได้และพร้อมบริหารเงินกับเส้นทางอาชีพด้วยตัวเอง
งานแบบไหนเหมาะกับตัวเอง ถ้ายังไม่รู้ทางของตัวเอง
สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่างานแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง ก่อนอื่นเลยอยากให้ทุกคนคิดก่อนว่าไม่มีความแน่นอน ไม่ว่าจะเลือกงานอะไรในเส้นทางแรกก็อาจเปลี่ยนไปในอนาคตก็ได้ สำหรับคนที่ยังค้นหาความชอบอาจเริ่มจากงานที่เปิดโอกาสให้สัมผัสหลายหน้าที่ได้เรียนรู้ระบบจริงและมองเห็นว่าตัวเองถนัดงานลักษณะใด สิ่งสำคัญคือเลือกงานที่ให้ทักษะกลับมาไม่ใช่เลือกเพราะชื่อบริษัทหรือเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
ประเด็นเปรียบเทียบ | งานประจำ | งานสัญญาจ้าง |
|---|---|---|
ความมั่นคง | มีรายได้ต่อเนื่อง ช่วยให้วางแผนชีวิตระยะยาวได้ง่าย | มีระยะเวลาจ้างชัดเจน ต้องเตรียมแผนหางานล่วงหน้า |
การทดลองสายงาน | การเปลี่ยนหน้าที่หรือทดลองสายงานใหม่อาจใช้เวลานาน | เหมาะกับการทดลองหลายหน้าที่และทำงานหลายโครงการ |
การเรียนรู้ | ได้เรียนรู้ระบบองค์กรและกระบวนการทำงานอย่างลึกซึ้ง | ได้เรียนรู้รูปแบบงานที่หลากหลายในระยะเวลาสั้น |
สวัสดิการ | มักมีวันลา ประกัน โบนัส และสวัสดิการจากบริษัท | อาจมีสวัสดิการจำกัด จึงควรตรวจรายละเอียดในสัญญา |
ความยืดหยุ่น | รูปแบบเวลาและสถานที่ทำงานขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท | บางตำแหน่งยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่ทำงานมากกว่า |
ความก้าวหน้า | มีเส้นทางเติบโตและโอกาสเลื่อนตำแหน่งค่อนข้างชัดเจน | เติบโตจากทักษะ ผลงาน และประสบการณ์ในแต่ละโครงการ |
คนที่เหมาะ | เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างความมั่นคงในระยะยาว | เหมาะกับคนที่ต้องการทดลองงานและสะสมประสบการณ์ |
งานประจำหรืองานสัญญาจ้างแบบไหนได้สิทธิ์เลิกจ้างเป็นธรรมมากกว่ากัน
หากบุคคลนั้นมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ทั้งพนักงานประจำและพนักงานสัญญาจ้างย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่ผลทางกฎหมายจะต่างกันตามรูปแบบสัญญาเหตุที่นายจ้างให้ออกจากงานและลักษณะงานจริง สิ่งที่ต้องรู้ตามหลักกฏหมายการเลิกจ้างพื้นฐานมีดังต่อไปนี้
การบอกกล่าวล่วงหน้า — หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 17
สัญญาที่ไม่กำหนดระยะเวลาต้องมีการบอกเลิกตามรอบการจ่ายค่าจ้าง โดยไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกินสามเดือน หรืออาจจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวแล้วให้ลูกจ้างออกทันที ส่วนสัญญาที่กำหนดวันสิ้นสุดไว้อย่างแท้จริงจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ค่าชดเชย — หมวด 11 ค่าชดเชย มาตรา 118
ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย งานสัญญาจ้างไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิทันที เพราะข้อยกเว้นสำหรับสัญญามีกำหนดเวลาครอบคลุมเฉพาะงานโครงการเฉพาะ งานชั่วคราวหรืองานตามฤดูกาลที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 118 วรรคท้ายเท่านั้น
กรณีไม่ได้ค่าชดเชย — หมวด 11 มาตรา 119
หากลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรง เช่น ทุจริต จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ สิทธินี้ใช้หลักเดียวกันทั้งพนักงานประจำและสัญญาจ้าง
การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม — มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
หากศาลเห็นว่าเหตุเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือกำหนดค่าเสียหายให้ โดยพิจารณาอายุ อายุงาน ความเดือดร้อน เหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ได้รับแล้ว
ดังนั้นงานประจำมักเห็นความคุ้มครองได้ชัดกว่าเพราะไม่มีวันสิ้นสุดสัญญากำหนดไว้ แต่พนักงานสัญญาจ้างก็มีสิทธิตามกฎหมายหากสัญญาหรือลักษณะงานไม่ได้เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นอย่างแท้จริง
สรุป งานประจำหรือพนักงานสัญญาจ้าง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเองที่สุดในยุคนี้
การเลือกระหว่างงานประจำกับพนักงานสัญญาจ้างในยุคนี้ควรเริ่มจากเป้าหมายชีวิต มากกว่าตัดสินจากเงินเดือนที่เห็นในประกาศเพียงอย่างเดียว งานประจำเหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ต่อเนื่อง มีภาระทางการเงิน วางแผนขอสินเชื่อหรืออยากสร้างเส้นทางเติบโตภายในองค์กร จุดสำคัญคือต้องเลือกบริษัทที่ให้โอกาสเรียนรู้จริงเพราะตำแหน่งที่มั่นคงแต่ไม่มีงานท้าทายอาจทำให้ทักษะหยุดพัฒนาได้เช่นกัน
พนักงานสัญญาจ้างเหมาะกับคนที่ต้องการสะสมผลงานเฉพาะทางอยากทดลองทำงานในอุตสาหกรรมใหม่หรือต้องการค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ควรมีเงินสำรองสำหรับช่วงรอยต่อไว้ด้วย อีกทั้งอย่าลืมตรวจเงื่อนไขการต่อสัญญารวมถึงเปรียบเทียบสวัสดิการและค่าตอบแทนรวมก่อนตอบรับ ไม่ควรมองเฉพาะตัวเลขเงินเดือนเพราะรายได้ที่สูงกว่าอาจต้องนำไปชดเชยค่าประกันสุขภาพ โบนัส วันลาหรือความเสี่ยงหลังสัญญาสิ้นสุด
โดยสรุปแล้วคำตอบที่เหมาะที่สุดถึงคำถามที่ว่า “เลือกงานประจำหรืองานสัญญาจ้างดี”จึงขึ้นอยู่กับช่วงชีวิต หากเพิ่งเริ่มทำงานและต้องการสร้างพื้นฐาน งานประจำที่มีระบบสอนงานอาจตอบโจทย์กว่า แต่หากมีประสบการณ์มีเงินสำรองและรู้ว่าต้องการพัฒนาทักษะด้านใด งานสัญญาจ้างก็สามารถเป็นทางลัดสู่โอกาสใหม่ได้เหมือนกัน
